วันนี้เราจะมีพูดถึงรถที่มีระบบ DPF  ( Diesel Particular Filter ) ตัวกรองเขม่าไอเสีย ซึ่งรถที่มีระบบนี้จำเป็นต้องใช้น้ำมันเครื่องที่เป็น Spec เฉพาะของ DPF เนื่องจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานของ DPF ไปได้ในระยะยาว

 

ในปัจจุบันมีสมาคม ACEA ย่อมาจาก Association des Constructeurs Européens d’Automobiles in French ซึ่งเป็นสมาคมที่ทำหน้าที่เช็ค Standard ของน้ำมันเครื่องในเรื่องของมาตรฐานของน้ำมันเครื่อง โดยจะแบ่ง Class ของน้ำมันเครื่องออกเป็นตัวย่อดังนี้ A , B , C, และ E ซึ่ง A-B หมายถึง น้ำมันเครื่องรถยนต์โดยสารทั่วไป ต่อมา Class ” C ” หมายถึงรถยนต์ที่มีระบบ Caterlytic และ  DPF (​ Diesel Particular Filter ) สุดท้าย ” E ” หมายถึงรถที่ใช้งานหนัก หรือ Heavy duty.

ดังนั้นในรถที่มีระบบ Caterlytic รุ่นใหม่ๆ และระบบ DPF ควรจะเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่อยู่ในเกรด C1 – C1 เป็นอย่างน้อย ซึ่งระหว่าง C1-C3 ก็จะเป็นการจัดลำดับของคุณภาพน้ำมันเครื่อง ซึ่ง 1 จะเป็น Spec เริ่มต้นของ Class นี้ และ ไล่ขึ้นไปจนถึงน้ำมันเครื่อง C Class ในระดับที่ 5

     

ข้อดีของน้ำมันเครื่องที่อยู่ใน Spec ” C ” Class นั่นคือจะช่วยยืดอายุการใช้งาน DPF และ ทำให้สามารถถ่ายน้ำมันเครื่องได้ตามระยะถ่ายหรือนานกว่าน้ำมันเครื่องปกติที่อยู่ในรถมีระบบ DPF ด้วยกัน เนื่องจากน้ำมันเครื่อง ” C ” Class เมื่อมีการเจือปนจากน้ำมันดีเซลที่มาจากกระบวนการเผาเขม่าของ DPF แล้วยังสามารถรักษาค่าความหนืดใว้ได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องนะ A-B และ E Class ด้วยกระบวนการออกแบบทางเคมีด้วยกัน และส่วนประกอบอื่นๆที่ออกแบบมาโดยเฉพาะกับการใช้งาน เข้าใจง่ายๆคือ C Class ผสมกับน้ำมันดีเซลแล้วการเสื่อมสภาพจะน้อยกว่า A,B และ E Class

เพราะฉนั้นวันนี้เพื่อนๆคงรู้แล้วว่าการเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับรถที่มีระบบ DPF นั้นควรเลือกแบบใดเพื่อที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบ DPF และ ดูแลเครื่องยนต์ได้ดีในเวลาเดียวกัน

หากเพื่อนๆมีปัญหาเกี่ยวกับระบบ DPF หรือต้องการคำปรึกษา การตัดระบบ DPF และจูนปิดระบบ สามารถติดต่อได้ที่
Feeliq Performance Tuning & Motorsport
Tel : 087-356-2202 Line : @feeliq